เวียงกาหลงเซรามิก
  ชากาหลง
 สมุนไพร
 
 
 
 
 
 
บทความ จากนิตยสารคู่สร้าง คู่สม ฉบับที่ 540
ตำนานเป็นวิจิตรภัณฑ์ ด้วยมือและจิตวิญญาณของคนพื้นถิ่น
เวียงกาหลง

จากตำนานเป็นวิจิตรภัณฑ์ ด้วยมือและจิตวิญญาณ ของคนพื้นถิ่น
 
          บ่ายวันจันทร์ที่ 31 ก.ค. 49 ผมไปดูหนังเรื่อง ผู้หญิงในสายน้ำ นิทานลุ้นระทึก
(Woman in the water) ซึ่งแสดง, กำกับ และสร้างโดยหนุ่มอินเดีย เอมไนท์ ชยามาลัน
ที่ผมติดใจผลงานของอาบังคนนี้จากเรื่อง The Six Sense
          บ่ายแก่ ๆ อังคารที่ 1 ส.ค. 49 ผมเหาะไปอยู่ที่เวียงกาหลง ตำบลสำคัญของอำเภอ
เวียงป่าเป้าจังหวัดเชียงราย
          ที่ผมได้ไปและอยากไปเวียงกาหลงมากนั้น เพราะมีคนจากบริษัทกันตนากรุ๊ป
มาบอกผมว่า ชาวบ้านที่นั่นรวมตัวกันตั้งเป็น "กลุ่มวิสาหกิจชุมชน กองงานอุดมธรรม
เวียงกาหลงเซรามิก"ได้ผลิตเครื่องปั้นดินเผาเลียนแบบของโบราณที่เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิม
ของชาวล้านนา ซึ่งย้อนยุคไปได้หลายร้อยหรืออาจเป็นพันปี โดยได้ทำอภิมหา แจกันขนาด
ยักษ์ได้สำเร็จถึง 4 ใบ ซึ่งแต่ละใบจะมีชื่อและมีความหมายตามแบบที่คนเก่าแก่ชาวล้านนา
สมัยพุทธศตวรรษที่ 19 จนถึงพุทธศตวรรษที่ 26 ได้ตั้งชื่อสืบต่อกันมา ตั้งแต่ พ.ศ.1867 คือ

                       แจกันใบที่ 1 ชื่อ
                       บูรณะกะตะมหามงคล
                       แจกันใบที่ 2 ชื่อ
                      บูรณะกะตะมหาสมบัติ
                      (สูง 160 เซนติเมตร ความยาวรอบแจกัน 248 เซนติเมตร)

           ทั้ง 2 ใบนี้จะชมได้ที่ ศูนย์ส่งเสริม ศิลปาชีพระหว่างประเทศ ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร
จ.พระนครศรีอยุธยา

                      ส่วนใบที่ 3 และ 4 ชื่อ
                      บูรณะกะตะมหาคชสาร
          (สูง 158 เซนติเมตร) อยู่ที่โชว์รูม ใน ต.เวียงกาหลง (หมู่ 15 ) อ.เวียงป่าเป้า
จ. เชียงราย (สอบถามที่ 01 – 783 -7931 คุณสุมาลี)
          ย้อนหลังไปเมื่อ 82 ปีที่แล้ว นาย สวัสดิ์ มหากายี ผู้ครองตำแหน่งพระยานครพระราม
ได้สำรวจพบซากเตาเผา จำนวนมากในพื้นที่ ที่เรียกว่า เมืองโบราณเวียงกาหลง (เมื่อ พ.ศ. 2476)
          ต่อมามีการค้นพบแหล่งเตาเผาอีก เป็นร้อย ๆ เตา กระจัดกระจายอยู่หลายแห่ง เช่น
บ้านป่าส้าน, บ้านสันมะเค็ด, บ้านทุ่งม่าน , ทุ่งหีด , ห้วยลึก , สบแจ้ง ตลอดลงมาถึงที่ลาดใกล้ ๆ
กับลำน้ำลาว ขึ้นไปถึงตำบลหัวฝาย ในอำเภอเวียงป่าเป้า
           ความโชคดีของผมในวันนั้น ก็คือรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเอง เป็นนักธรณีวิทยาผสมกับ
เป็นนักโบราณคดี ที่ได้ขึ้นไปอยู่บน เทือกเขาดอยดง ที่เมือง โบราณเก่าเวียงกาหลงตั้งอยู่
ทำให้ได้สัมผัสกับเครื่องถ้วยเวียงกาหลงที่เป็นผลิตผล จากแหล่งเตาเวียงกาหลง ซึ่งถือกันว่า เป็นเครื่องถ้วยที่ดีที่สุดของภาคเหนือ
           คุณสุมาลี ศรีวงษ์ ผู้จัดการกลุ่ม ฯ เล่าให้ผมฟังว่า เครื่องถ้วยหรือเครื่องเคลือบ
เวียงกาหลง เริ่มเป็นที่รู้จัก และนิยมของนักสะสมในช่วงปี 2467 แต่ "เครื่องเคลือบเวียงกาหลง"
ไม่ได้มีเพียงของเก่าโบราณ ชาวเวียงกาหลง ยังคงสืบทอดศิลปะ และผลิตเครื่องเคลือบเวียงกาหลง
จนทุกวันนี้ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับรางวัล สุดยอดหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือ OTOP
Product Champion Classic Ceramics Reproductions
          
ปัจจุบัน บ้านเวียงกาหลง จังหวัดเชียงราย มีกลุ่มชาวบ้าน ที่ทำเครื่องเคลือบเวียงกาหลง
ประมาณ 8 กลุ่ม โดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเวียงกาหลง เป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด 70 % ของการผลิต
ยังคงรักษารูปแบบดั้งเดิมไว้ 30 % ที่เหลือเป็นการประยุกต์รูปแบบใหม่ ๆ เช่น จานข้าว , แก้วน้ำ
, ชุดกาน้ำชาและของตกแต่ง
          ความพิเศษโดดเด่นของเครื่องเคลือบเวียงกาหลงนั้น อยู่ที่ “เนื้อดิน” บริเวณเทือกเขา
เวียงกาหลงบางส่วน เป็น “ดินดำ”
          ซึ่งเกิดจากการทับถมจากซากพืซ ซากสัตว์มาหลายล้านปี โดยมีเม็ดทรายเม็ดเล็ก ๆ
(เล็กมาก) แทรกปนอยู่ ในเนื้อดินซึ่งเม็ดทรายนี้ เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ภาชนะมีลวดลายพิเศษ
เรียกว่า “แตกลาน” ซึ่งจะเกิดขึ้นหลังจากที่นำไปเผาแล้ว และคนโบราณที่รู้เพียงแค่นี้
          มาครั้งนี้ ผมได้พบคนกรุงเทพฯ ที่มาศึกษาค้นคว้าเพื่อพัฒนาเครื่องปั้นดินเผาเวียงกาหลง
คือ คุณรุ่งโรจน์ เหมันต์สุทธิกุล ซึ่งได้ชี้ให้ผมเห็นจุดเด่น ๆ ที่ทำให้เวียงกาหลงผลิตเซรามิกได้ดีกว่า
เซรามิกจากแหล่งอื่น ๆ ในล้านนาคือ
          น้ำหนักเบา เนื้อบาง เพราะผู้ปั้นจะขึ้นที่บาง และมีลายสวยเนื่องจาก แตกราน ทั้งใบ
อันเนื่องมาจากดินดี มีคุณภาพกว่า แหล่ง อื่น ๆ โดยใช้สีจากแร่ธรรมชาติ และช่างวาดจะลงลายเส้น
ได้คมชัด
          ส่วนรูปทรงก็จะเป็นโถ คนโท คนที จาน ชาม แจกัน ผางประทีป กระปุก ไห ตุ๊กตารูปต่าง ๆ
เศียรนาค พาน แผ่นประดับ ช่อฟ้า แผ่นเสมา เจดีย์จำลอง โคมฉลุ ซุ้ม พระพุทธรูป ฯลฯ
          จุดเด่น สะดุดตาของเครื่องเคลือบดินเผาที่บ่งบอกว่าเด่นและสวยงาม จะขึ้นอยู่กับลวดลาย
ของฝีมือ ลงพู่กันของจิตรกรซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากจีน เวียดนามหรือพม่า ซึ่งไล่เลียงมาได้ด้วย
ลวดลาย แบบ ลายก้านขด ลายดอกไม้ ลายกลีบบัว ลายสระบัว ลายดอกบัว ลายกิเลน ลายจุด
ลายวัชระ ลายสามเหลี่ยม ลายไก่ฟ้า หรือลายกา ที่ช่างเขียน เขียนลายกลีบดอกไม้ให้ดูเป็น ลายกา          
         

สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ จากลวดลาย ที่งดงามบนเครื่องเคลือบที่นี่คือ การเล่าขานความเชื่อ
และตำนาน เก่าแก่ ที่ส่งอิทธิพลต่อวัฒนธรรมประเพณี พื้นบ้าน และงาน ศิลป์ในหลายรูปแบบ
          เช่น ความสวยงามของ ประทีปโคมไฟ ในวันเพ็ญ เดือน 12 เป็น ที่คุ้นเคยกันดี ของ
ชาวบ้าน เวียงกาหลง เนื่องจากเป็นประเพณีีลอยกระทง โดยประวัติการลอย กระทงของที่นี่
ี่เชื่อมโยงกับ ความเชื่อความศรัทธาและความเลื่อมใส ในพระพุทธศาสนาแบบ ล้านนา
อย่างแบบแน่น
          หรือจากความประณีต วิจิตรบรรจง ของการเรียงกลีบดอกบัวอีกทั้งความสว่างไสว
ของเปลวเทียน ซึ่งมี “ประทีปตีนกา” ประดับเด่นอยู่ภายในกระทง แสดงให้เห็นถึงเรื่องราว
อารยธรรม ที่ใช้ระยะเวลาในการก่อร่างสร้างตัว จนเกิดเป็นตำนานประเพณีลอยกระทง พร้อม ๆ
กับประวัติศาสตร์การกำเนิดของพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ หรือภัทรกัป ผ่านการเรียงร้อยจาก
ปลายพู่กันสู่เครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลง 
           ก่อนค่ำวันนั้น ผมได้มีโอกาสพบ พระคุณเจ้าหลวงพ่อธรรมสาธิต พระนักพัฒนา
แห่งสำนักปฏิบัติธรรมเวียงกาหลง ซึ่งเป็นผู้จุดปะทุ ปลุกประชาชนให้มาส่งเสริมพัฒนางาน
เครื่องเคลือบดินเผา ท่านได้เล่าถึงความเชื่อทางพุทธของชาวล้านนาว่า
          จุดกำเนิดของพระพุทธเจ้า เกิดขึ้น เมื่อพระโพธิสัตว์ได้ปฏิสนธิในครรภ์ของ
แม่พญากาเผือกพร้อมกันถึง 5 พระองค์ เป็นจำนวนไข่ 5 ฟอง ที่ต้นมะเดื่อ ริมฝั่งแม่น้ำคงคา
          ระหว่างที่แม่พญากาเผือกได้เฝ้าฟูมฟัก ทะนุถนอมไข่ทั้ง 5 ฟอง โดยออกหาอาหาร
ในถิ่นอุดมสมบูรณ์ด้วยธรรมชาติ อันสวยงาม อีกสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารนั้น ได้เกิด
อาเพศพิบัติภัย พายุโหมกระหน่ำ เป็นเหตุให้แม่พญากาเผือกหาทางออกไม่พบ ซึ่งบริเวณนั้น
ก็คือเวียงกาหลงในปัจจุบัน ส่วนไข่ทั้ง 5 ฟอง ก็ได้ถูกสายน้ำพัดหายไป เมื่อแม่พญากาเผือก
ออกตามหา ถามกับช้าง ม้า ปลา กวาง และสัตว์ต่าง ๆ ก็ต้องพบกันความผิดหวัง ทำให้โศกเศร้า
เสียใจ จนกระทั่งสิ้นใจตาย ในที่สุด
          ส่วนไข่ทั้ง 5 ฟองก็ได้ถูกสัตว์ต่าง ๆ แยกย้ายกันเก็บไปเลี้ยง และ ฟักตัวออกมาเป็นมนุษย์
์ในเวลาไล่เลี่ยกัน ครั้นล่วงเลยไป 12 ปี ด้วยบุญกุศลเก่าหนุนส่ง ทั้ง 5 พระองค์ ได้บำเพ็ญบารมี
สำเร็จตามปณิธาน แม่เลี้ยง ของแต่ละพระองค์จึงได้ฝากชื่อของตนไว้กับ พระนามลูก เพื่อเป็น
อนุสรณ์ ซึ่งเป็นที่มาของพระคาถา 5 พยางค์ นะ โม พุทธ ธา ยะ จนถึงปัจจุบัน
           แต่แล้ววันหนึ่ง ขณะที่ทั้ง 5 พระองค์ได้บำเพ็ญตนเป็นฤาษีอยู่ในป่า ด้วยเหตุปัจจัย
ที่ทำให้เดินทางมาพบกันโดยมิได้นัดหมาย และถามไถ่กันจนทราบว่า แต่ละพระองค์ก็ต่าง
มีแม่เลี้ยง จึงร่วมกันตั้งจิตอธิฐานเพื่อตามหาแม่ที่แท้จริง
          ด้วยแรงอธิฐานส่งถึงแม่พญากาเผือก ซึ่งมีรูปทิพย์อยู่บนชั้นพรหมต้องจำแลงเป็น
แม่พญากาเผือกมาปรากฏต่อหน้าฤาษีทั้งห้า ให้ได้ทราบถึงความเป็นมาของแม่ที่แท้จริง
          ฤาษีทั้งห้า เมื่อทราบเหตุการณ์แล้ว ก็เกิดความสลดใจ จึงขอให้แม่พญากาเผือกให้
้สัญลักษณ์ไว้ เพื่อที่จะได้กราบไหว้บูชาแม่พญากาเผือกจึงได้ใช้ขนของตัวเอง ฟั่นเป็นไส้ประทีป
สัญลักษณ์ตีนกา เพื่อเอาไว้ใช้จุดสักการะผ่านแม่น้ำคงคา ในวันขึ้น 15 ค่ำ ส่วนฤาษีทั้งห้า
หลังจากบำเพ็ญบารมี เวียนว่ายในวัฏสงสารแล้ว ก็ได้ตรัสรู้ ู้เป็นพระพุทธเจ้า 5 พระองค์
เรียงตามลำดับเวลาที่แตกต่างกัน
           หลวงพ่อธรรมสาธิตซึ่งเป็นพระพื้นบ้านที่เกิดที่นี่ สรุปว่า
           ตำนานการเกิดพระพุทธเจ้า 5 พระองค์และประเพณีลอยกระทง ของชาวเวียงกาหลง
จึงถูกถ่ายทอดเป็นภาพเขียนลงบน เครื่องเคลือบเซรามิก เพื่อบ่งบอกถึงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม
ประเพณีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
           ตอนนั่งรถกลับเข้าเชียงใหม่ในคืนนั้น ผมนึกถึงผู้สร้าง ผู้กำกับ หนังฮอลลีวู้ดที่เป็น
ชาวอินเดีย คือ เอมไนท์ ชยามาลัน ว่า เขาน่าจะได้มา ได้เห็นและได้ รับรู้ “ตำนาน” ที่พระคุณเจ้า
เล่าให้ผมฟัง ซึ่งเขาสามารถจะนำเอาตำนานเวียงกาหลงจากเครื่องเคลือบดินเผา ไปสร้างเป็น
ภาพยนตร์ได้สนุกกว่าเรื่อง “ผู้หญิงในสายน้ำ นิทาน (ตำนาน) ลุ้นระทึก” ที่ผมได้ไปดูมา
อย่างผิดหวัง ก่อนที่ผมจะมาเวียงกาหลง หนึ่งวัน เพราะไม่สนุกเลยจริงๆ
องค์กรธรรมิกสังคมเวียงกาหลง
สถานที่ตั้ง หมู่ที่ ๑๕ ต.เวียงกาหลง อ.เวียงป่าเป้า จ. เชียงราย
 สงวนลิขสิทธิ์ @ ๒๕๕๑ wiengkalong.com